บทที่ 13 องค์กรมืด (02)
อดีตนายใหญ่ผู้สวมใส่หน้ากากเงินถูกนายใหญ่คนปัจจุบันทรยศหักหลัง ซึ่งมีเพียงทั้งสองเท่านั้นที่รับรู้ว่าใครคือใคร แต่สิ่งที่แน่นอนก็คือสิ่งที่ไม่แน่นอน ทุกอย่างที่คิดไว้มันไม่ได้เป็นดังที่เห็นและไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า นายใหญ่ผู้สวมใส่หน้ากากเงินเป็นเพียงแค่หุ่นเชิดของใครบางคน ซึ่งใครคนนั้นจะคอยสั่งการอยู่เบื้องหลังอย่างลับๆ เพื่อให้ตนเองปลอดภัยยามถูกคนนอกล่วงรู้
และยังมีอีกเหตุการณ์หนึ่งซึ่งทำให้โทนี่ต้องตกตะลึง ผู้หญิงซึ่งหาญกล้าที่รอดพ้นจากความตายเพราะความเมตตาจากนายใหญ่ตัดสินใจกระโดดลงจากรถเพื่อดับลมหายใจตามสามีและญาติพี่น้อง ซึ่งนั่นก็ทำให้ผู้มีอำนาจสูงสุดแทบหัวใจสลาย
“และฉันหวังว่า ทุกอย่างจะเป็นความลับตลอดไป” น้ำเสียงเอ่ยกำชับก่อนที่จะจากไปเหมือนนินจา ไร้ร่องรอย สืบหาไม่ได้ว่าที่แท้นั้นเขาคือใครกันแน่ ซึ่งโทนี่เองก็รับรู้อยู่แก่ใจดีว่า นายใหญ่ของตนเองหมายถึงอะไร และห่วงใยเรื่องใดมากที่สุด
ดวงตาซึ่งกร้าวกระด้างจับจ้องใบหน้าซึ่งปั้นว่ายิ้ม ปั้นว่ามีความสุข ใบหน้าเหยียดยิ้มเล็กน้อยกับสิ่งที่ภรรยาเถื่อนกำลังเสแสร้งทำเพื่อปกปิดคุณหญิงชินารมย์ ก่อนที่จะผันแปรแววตาให้ประกายใสไม่ยอมให้ความขุ่นหมองได้ทะลุออกมา
ร่างสูงใหญ่ซึ่งอยู่ในชุดสูทสีกรมท่า เชิ้ตสีฟ้าอ่อน รองเท้าหนังอย่างดียี่ห้อดังแลดูเหมาะสมกับผู้ที่สวมใส่ยิ่งนัก รถที่ขับมายังทำให้ใครหลายๆ คนต้องอิจฉาและต้องหันกลับไปมองเป็นตาเดียว ซึ่งบางคนก็ต้องตกตะลึงกับความสวยและราคาของตัวรถ
เอวคอดถูกโอบเข้ามาในร้านอาหารเพื่อพบปะกับบิดาและมารดา หล่อนปั้นยิ้มราวกับว่ากำลังมีความสุข ทั้งๆ ที่หัวใจกำลังทุกข์ร้อน ชีวิตและร่างกายไม่ต่างไปจากตกนรก ใบหน้าก็แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางเพื่อลบเลือนขอบตาที่บวมช้ำจากการเสียน้ำตา แก้มนวลถูกปัดแต่งให้ดูชมพูระเรื่อขึ้นนิดหน่อย ชุดที่เลือกใส่มาก็มีสีสันสดใสซึ่งต่างจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่อย่างสิ้นเชิง
“มาแล้วหรือจ๊ะรัมภา พยัคฆ์” น้ำเสียงอ่อนหวานของคุณหญิงชินารมย์เอ่ยพลางหันไปยิ้มแป้นให้กับสามีก่อนที่จะโผเข้ากอดลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนแสนรัก และถึงกับน้ำตาซึมด้วยความคิดถึงและห่วงใยในตัวของเพียงรัมภา ยังจดจำได้ว่า ตั้งแต่เล็กจนโตลูกสาวอยู่ใกล้กายตลอด ไม่เคยห่าง
“โธ่คุณ ร้องไห้อีกแล้ว” ยกมือขึ้นโอบแขนแล้วคลี่ยิ้มให้อย่างรักใคร่ “เราก็อีกคนรัมภา” น้ำเสียงเข้มขึ้นเล็กน้อยเป็นการปรามลูกสาวไม่ให้เสียน้ำตา
“สวัสดีครับคุณเมฆา คุณหญิง” น้ำเสียงดุเข้มดังขึ้นขัดจังหวะเวลาแห่งความสุขของครอบครัวสุขสันต์ ก่อนที่จะเลื่อนตัวไปนั่งลงที่ฝั่งตรงข้าม จากนั้นก็หรี่ตาลงเล็กน้อยมองไปยังเพียงรัมภาเพื่อให้เจ้าหล่อนเลิกร้องไห้และเดินมานั่งลงเสียที
เพียงรัมภาต้องข่มกลั้นความรู้สึกแล้วปั้นยิ้มให้กับสามีจอมโหด กายบางขยับเข้าไปนั่งลงที่ข้างๆ พยัคฆ์ซึ่งมือนิ่มก็โดนมือสากคว้าเข้าไปกุมทันที และออกแรงบีบเม้มทำให้หญิงสาวต้องนิ่วหน้าเล็กน้อยด้วยความเจ็บ แต่เรียวปากก็ยังต้องฉีกยิ้ม
“ยิ้มได้ยิ้มไปรัมภา ฉันชอบเสียจริงๆ กับรอยยิ้มที่เจ็บปวดของเธอ” โน้มกระซิบที่ข้างหู ก่อนที่จะหอมลงแก้มนวล และปรับเปลี่ยนแววตาให้อ่อนโยน ไร้พิษสง ซึ่งต่างจากตอนที่อยู่กับเพียงรัมภาสองคนเสียจริง
“แต่ฉันเกลียดคุณ เกลียดสายตาที่เสแสร้ง เกลียดคำพูดที่อ่อนหวาน เกลียดทุกอย่างที่เป็นคุณ” ถึงแม้จะเจ็บแต่ก็ยังสู้ หัวใจต้องทนทาน เข้มแข็งราวหินผา หล่อนต้องอดทนและเฝ้ารอให้ถึงวันเวลาที่จะพ้นทุกข์
“แล้วอย่าหลงรักฉันล่ะรัมภา เขาว่าเกลียดมากก็รักมาก” พยัคฆ์กล่าว ก่อนที่จะเบนสายตากลับมาสนใจเมนูอาหารในมือ
“ร้านนี้เป็นร้านโปรดของรัมภานะพยัคฆ์ วันหลังก็พาน้องมากินบ่อยๆ นะจ๊ะลูก แล้วเลิกเรียกฉันว่าคุณหญิงเสียที บอกกี่ครั้งแล้วว่าให้เรียกว่าแม่” น้ำเสียงนั้นดุนิดหน่อย แต่ใบหน้ายังอมยิ้ม ซึ่งความสวย ใบหน้าที่ได้รูปนั้นของเพียงรัมภาถอดแบบมาจากมารดา เนื่องจากคุณหญิงชินารมย์มีความสวยทั้งจิตใจและร่างกาย
“ครับคุณ…แม่” กัดฟันพูด และรู้สึกไม่ชินกับคำว่า ‘แม่’ สักเท่าไหร่ “คุณชอบทานข้าวห่อสาหร่ายใช่ไหมรัมภา” สามีที่ดีย่อมต้องรับรู้ว่าภรรยาชอบทานอะไร ซึ่งพยัคฆ์ก็กำลังทำตัวเป็นสามีที่แสนดีและแสนจะรักภรรยา
“ค่ะ” เพียงรัมภาตอบเพียงสั้นๆ
“ขอบคุณนะพ่อพยัคฆ์ที่รักและเอาใจใส่ลูกสาวของผมเป็นอย่างดี” เมฆากล่าวโดยที่ใบหน้าไม่ได้ฉีกยิ้ม
“ใช่จ้ะ แม่ก็ต้องขอบคุณที่พยัคฆ์รักและดูแลเอาใจใส่รัมภาถึงขนาดนี้ แล้วนี่จะไปฮันนีมูนกันเมื่อไหร่ล่ะ” ถ้อยคำที่เอื้อนเอ่ยทำให้ทุกอย่างปกคลุมไปด้วยความเงียบ หัวใจสองดวงกระตุกชา หัวใจดวงน้อยเต้นเร่าด้วยความหวาดกลัวและขยาด ส่วนพยัคฆ์ก็กำลังเต้นเร็วแรงเนื่องจากเขาไม่เคยคิดที่จะพาหญิงสาวไปฮันนีมูน
“แหมคุณ พ่อพยัคฆ์เป็นนักธุรกิจ มีบริษัทที่ต้องดูแลเยอะแยะและตอนนี้ก็กำลังไปได้สวย เรื่องไปฮันนีมูนเอาไว้ก่อนก็ได้” เมฆาหันมากล่าวกับภรรยา
“ใช่ครับคุณแม่ พอดีช่วงนี้ผมยังยุ่งๆ อยู่เลยยังไม่มีแพลนที่จะไปฮันนีมูน แต่รับรองว่าถ้าผมว่างเมื่อไหร่จะพารัมภาไปแน่นอนครับ” สัญญาของพยัคฆ์มีแต่คำโป้ปด ไร้ความจริงใจ
“แม่ก็ไม่ได้เร่งอะไรหรอกจ้ะพยัคฆ์ แม่ก็แค่อยากจะได้อุ้มหลานไวๆ เพราะแม่ยังจำได้ว่า รัมภาเคยบอกกับแม่เอาไว้ว่าถ้าแต่งงานแล้วอยากจะมีลูกสาว”
